Get Adobe Flash player

เช้า วันใหม่ที่แสนจะอ่อนล้าแบบนี้ เหมือนการพักผ่อนในวันหยุดจะยังไม่พอสำหรับคุณ ยิ่งถ้าอากาศเป็นใจด้วยแล้วยิ่งทำให้ไม่อยากตื่นจากที่นอนกันเลยใช่ไหมล่ะ ค่ะ เรามีวิธีช่วยให้คุณสดใสรับเช้าของคุณทุกๆ วันมาบอกกันค่ะ

เช้า วันจันทร์ หรือเช้าของทุกๆ วัน ที่ทำให้คุณไม่อยากจะตื่นจากที่นอนเพื่อลุกมาทำงาน หรือบางทีอาจจะเบื่อกับรถติด เบื่อกับการทำงานที่เต็มบนโต๊ะ

ซึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกเหนื่อยล้าลงได้ง่าย ลองหาวิธีที่จะช่วยให้ทุกๆ วันของคุณ สดใส และมีพลัง กันดีกว่าไหมค่ะ

วิธีที่ 1 ไม่ใช้ “กาแฟ” เป็นทางลัด ลดความล้า
แม้คุณจะชินและอยากจิบความหอมของกาแฟในยามเช้า เพื่อหวังกระตุ้นพลัง และสลัดความเหนื่อยล้า ทว่าแท้จริงแล้ว กาแฟ ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อยล้าได้ก็จริง แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะพลังชีวิตของคุณจะตกต่ำลงอีกครั้ง เมื่อกาแฟหมดฤทธิ์ สาวบางคนจึงต้องจิบกาแฟทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ แทบกลายเป็นคนติดกาแฟ ดังนั้นการจิบกาแฟเพื่อต่อสู้กับความเมื่อยล้าของร่างกาย จึงมิใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากแต่จะกักเก็บพลังแห่งความอ่อนล้านั้นเอาไว้

วิธีที่ 2 หลับไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง
แม้ว่าร่างกายของแต่ละคน อาจต้องการเวลานอนที่ไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ก็ควรจะนอนให้ได้วันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า ถึงจะเรียกว่าเหมาะ เพราะร่างกายจะได้มีเวลามากพอในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ ที่สำคัญคุณควรจะเข้านอน และตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด เพื่อให้ร่างกายได้เกิดความเคยชินว่าต้องตื่นขึ้นมาในเวลาใด แถมตื่นขึ้นมาก็จะได้ไม่รู้สึกงัวเงีย แต่กลับกระปรี้กระเปร่า พร้อมรับวันใหม่ในทุกเช้าค่ะ

วิธีที่ 3 หมั่นเดินเร็ว ออกกำลังฟิตร่างกาย
การออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือว่ามีประโยชน์มากต่อร่างกาย เพราะจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) สร้างความสุข และพลังกายพลังใจให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น แนะนำว่าถ้าอยากสดชื่นควรหมั่นออกกำลังกาย อย่าให้พร่อง ที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ออกกำลังราคาแพง หรือเข้าฟิตเนส (fitness) ราคาสูง หากคุณเป็นมนุษย์ทำงาน ที่มิได้กระเป๋าหนัก วิธีง่ายๆ ในการที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายแบบประหยัด ก็คือ “การเดินเร็ว” ลองเดินเร็วสักวันละ 20 นาที ทำให้ได้สม่ำเสมอ แค่นี้คุณก็จะมีพลังล้นเหลือ
ไม่เหนื่อยเพลียง่ายๆ แล้วหล่ะค่ะ

วิธีที่ 4 ห้ามลืมมื้อเช้า กินถั่ว และกล้วย บำรุงสมอง
อย่างที่ทราบกันว่า สิ่งที่กินเข้าไปย่อมส่งผลต่อร่างกายคุณโดยตรง ฉะนั้นอาหาร ที่คุณเลือกส่งเข้าไปในกระเพาะ จึงควรเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง แนะนำเป็นอาหารใกล้ตัวที่หาง่ายๆ อย่างเช่น กล้วย และถั่ว พกติดตัวไว้ รับประทานรองท้องยามหิว เป็นของกินเล่นที่มีประโยชน์เชียวล่ะค่ะ และอีกสิ่งสำคัญที่ห้ามลืมก็คือ อาหารเช้า มื้อเริ่มต้นวันใหม่ที่คุณๆ ไม่ควรจะขาด เพราะหากไม่เติมพลังให้ร่างกายแล้วคุณก็จะไม่สดชื่น สดใส และไม่มีแรงต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อย ได้ตลอดทั้งวัน

วิธีที่ 5 ดื่มน้ำสะอาด งดกาแฟหลัง 6 โมงเย็น
เป็น อีกสิ่งที่หลายคนอาจหลงลืม แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำ คุณก็อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึมได้ง่ายๆ ฉะนั้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่ายกาย (แนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน) หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (caffeine) อย่างกาแฟ ในปริมาณมาก เพราะกาแฟจะมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ จนอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ที่สำคัญไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหลัง 6 โมงเย็นด้วยค่ะ เพราะสารคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้คุณกระปรี้กระเปร่าในยามที่คุณควรจะพักผ่อน ประเดี๋ยวหลับไม่ลง ตื่นเช้าขึ้นมาจะไม่สดใส กลายเป็นรู้สึกอ่อนเพลียไปอีก

วิธีที่ 6 ขีดเขียน เมื่อรู้สึกง่วง
หาก ยามเช้ามาถึงออฟฟิศ ก็ยังเมื่อยล้า ไม่เลิกรา ยิ่งตกบ่ายพลังก็ยิ่งต่ำลง ประมาณว่าเมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ทว่าจะมาตาตกนั่งสัปหงกในที่ทำงานคงไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณแน่ ดังนั้นต้องตั้งมั่น อย่าหลับให้เสียภาพพจน์เด็ดขาด หากคุณง่วงมาก จนลืมตาแทบไม่ขึ้น สมองเบลอ จนคิดงานไม่ออก ลองหยิบปากกาขึ้นมาวาด รูปเล่น หรือเขียนสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ลงในกระดาษสักแผ่น เพื่อเป็นการปลุกความคิด กระตุ้นสมองให้ตื่นตัวสลัดทิ้งความเมื่อยล้าให้หายเป็นปลิดทิ้ง

วิธีที่ 7 หาตัวช่วยเป็นวิตามินเสริม (บ้าง)
แม้ ทางที่ดีเลิศของการทานอาหารคือ พยายามทานให้ครบ 5 หมู่ แค่นี้ร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงได้แล้ว ทว่าในยุคปัจจุบันสาวทำงานที่มัวแต่ง่วนกับงาน ตื่นเช้าก็เร่ง พักกลางวันก็รีบ ตกเย็นก็เหนื่อย มีเวลาน้อยเหลือเกินที่จะเลือกอาหารการกินให้ได้ครบคุณประโยชน์ ใน กรณีนี้อาจมองหาวิตามินเสริมมาเพิ่มเติมสารอาหารที่ร่างกายคุณขาดบ้าง แต่ข้อสำคัญต้องเน้นย้ำว่า ควรรับประทานแต่พอดี และปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอด้วยนะคะ

วิธีที่ 8 วางแผนล่วงหน้า
เพราะในชีวิตของเรา ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลง และเรื่องที่ไม่คาดคิดตลอดเวลา และหากเกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้นแล้วคุณมิได้เตรียมใจ วางแผนแก้ไขไว้แต่เนิ่นๆ ความเครียดก็อาจมาเยือนคุณได้ ฉะนั้นเมื่อคิดจะทำสิ่งใดควรวางแผนล่วงหน้าไว้ให้กระจ่าง จะแต่งงาน จะมีลูก หรือกระทั่งซื้อบ้านซื้อรถ พิจารณาวางแผนให้รอบคอบเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องมาเครียดนาน เครียดสะสม จนกลายเป็นสิ่งบั่นทอน สร้างความเมื่อยล้าให้กับกายและใจของคุณได้

วิธีที่ 10 ทำกิจกรรมปลดเปลื้องความเครียด
พยายามที่จะเรียนรู้ และหาทางจัดการกับความเครียดของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ เสียบ้าง เพราะการกักเก็บความเครียดเอาไว้นาน มันจะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และจิตใจ หากรู้สึกว่าวันนี้เกิดเซ็งๆ ทำอะไรก็ผิดรู้สึกเครียดไปหมดลองผ่อนคลายด้วยวิธีใกล้ตัว อย่าง การอาบน้ำให้เย็นสบาย ปล่อยใจให้ว่าง หรือจะอ่านนิยายเล่มโปรด, ทำสิ่งที่คุณชื่นชอบเพื่อให้รู้สึกว่าสบายใจ หลบหลีกความวุ่นวายของวันเก่าๆ ให้หมดก่อนเข้านอน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ตื่นมาพร้อมกับพลังเต็มเปี่ยม พบกับวันใหม่ที่สดใส ไฉไลกว่าเดิม

และ 10 วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ทุกๆ วันของคุณมีความสุขกับการทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว คุณก็จะสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ เลยล่ะค่ะ ค่อยๆ ลองทำตามกันดูน่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก :  หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ www.Lidytips.com