Get Adobe Flash player

   ทำความรู้จักกับชนิดของยุงที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ พร้อมลักษณะของคนที่ยุงชอบกัดเป็นพิเศษ และหากอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มียุงเป็นพาหะ เรายังมีวิธีการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดมาฝากกันอีกด้วย

          ประเทศไทยมักพบกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาดหนักในช่วงหน้าฝนของทุกปีโดยพบผู้มีอาการป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งพาหะของโรคนี้ก็คือ ยุง นั่นเอง นอกจากโรคไข้เลือกออกแล้ว ยุง ยังเป็นพาหะนำไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น โรคไข้ชิคุนกุนยา โรคไข้สมองอักเสบ โรคเท้าช้างดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ เหล่านี้ เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของคนที่ยุงชอบกัด อาการที่เกิดหลังถูกยุงกัด รวมทั้งวิธีป้องกันตนเองเบื้องต้นมาแนะนำให้ทราบกัน
          ทั้งนี้ ดร.อุษาวดี ถาวระ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ว. กลุ่มงานกีฏวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยุง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไว้ดังนี้

ชนิดของยุงที่มาพร้อมกับโรคต่าง ๆ 
ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะของโรคมาลาเรียและโรคเท้าช้าง
ยุงรำคาญ เป็นพาหะของโรคไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง
ยุงลาย เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยา และโรคเท้าช้าง
ยุงเสือ เป็นพาหะของโรคเท้าช้าง

นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ยุงชอบกัดคนบางคนมากกว่าผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ และจาก

ผลการวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ยุงชอบกัดคนบางประเภทเป็นพิเศษ ดังนี้
ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก
ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง)
ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง
ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง
ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน
ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว

 
อาการหลังจากถูกยุงกัด
            สำหรับสาเหตุของอาการคัน ดร.อุษาวดี เผยข้อมูลว่า เกิดจากการที่ยุงฉีดน้ำลายลงไปในบริเวณที่เจาะดูดเลือด เพื่อทำให้เลือดเจือจางลง จะได้ดูดเลือดได้ง่าย ซึ่งน้ำลายของยุงส่งผลให้มนุษย์เกิดอาการแพ้ที่แตกต่างกันออกไป บางรายแค่มีอาการคัน ขณะที่บางรายอาจมีอาการแพ้รุนแรง จนเป็นแผลลุกลาม และติดเชื้อได้ง่าย
            นอกจากนี้ในน้ำลายของยุงก็มีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ปะปนอยู่ เช่น เชื้อไวรัสเดงกี เชื้อไวรัสเจอี หรือแม้กระทั่งหนอนพยาธิที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคมาลาเรีย โรคเท้าช้าง ฯลฯ


การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด

            วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ยุงกัด คือการดูแลสภาพแวดล้อมที่ตนเองอาศัยอยู่ให้ปราศจากยุง หรือให้มีปริมาณยุงน้อยที่สุด โดยเบื้องต้นสามารถทำได้ ดังนี้ 

จัดสภาพบ้านให้เรียบร้อย ไม่เป็นแหล่งอาศัยของยุง และป้องกันไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงบริเวณบ้าน
เปลี่ยนน้ำในภาชนะที่ไม่มีฝาปิด เช่น แจกัน ทุก 7 วัน

นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวด หรือใช้พัดลมเป่าไม่ให้ยุงเข้าใกล้
ใช้สารไล่แมลงหรือสารป้องกันแมลง ซึ่งผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม ไพล ขมิ้นชัน มะกรูด ยูคาลิปตัส ฯลฯ

ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงซึ่งผสมสารเคมีสังเคราะห์ที่ไม่เป็นอันตราย โดยนำมาทาบริเวณแขน ขา ซึ่งจะช่วยป้องกันยุงได้ประมาณ 2-8 ชั่งโมง

ใช้ยาจุดกันยุง เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า
ใช้ไม้ตียุงไฟฟ้า หรือใช้น้ำยาล้างจาน 1 ส่วนผสมน้ำ 4 ส่วน ใส่กระบอกเพื่อฉีดพ่นบริเวณที่มียุงเยอะ
ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดยุงกระป๋อง ฉีดเฉพาะบริเวณมุมอับ ใต้เตียง ใต้โต๊ะ ทิ้งไว้ 15-30 นาที ก่อนเข้าไปในห้อง
            เมื่อได้รู้จักกับประเภทของยุงที่เป็นพาหะนำพาโรคต่าง ๆ มาสู่มนุษย์ รวมถึงลักษณะของผู้ที่เป็นเป้าหมายหลักของยุงแล้ว ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกยุงกัดก็อย่าลืมระมัดระวังตัวกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีโอกาสโดนยุงกัดได้หมด อย่าชะล่าใจ ควรระวังและป้องกันตัวไม่ให้ถูกยุงกัด จะดีที่สุด

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.kapook.com 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค